Tuesday, January 15, 2013

เยี่ยมอาการ "เอ๋ เนชั่น" : ปธ.ชมรมช่างภาพพอใจ “Wake Up Thailand” ขอโทษแล้ว

เรียบเรียงโดย : ฟ้ารุ่ง ศรีขาว

ภาพ : สถาพร ศักดิ์ประเสริฐ


ความป่วยไข้ ที่ไม่เข้าใครออกใคร อาจเกิดได้กับทุกคน โดยเฉพาะ หนึ่งในอาชีพที่มีวิถีชีวิตการใช้เวลาส่วนตัว หรือการดูแลตัวเอง แตกต่างจากอีกหลากหลายอาชีพ เช่น สื่อมวลชน ซึ่งต้องเผชิญหลากหลายสถานการณ์ไม่จำกัดเวลา สถานที่ และเป็นไปได้ว่า บุคลากรหลายคนในสายงานนี้เอง มักเทความสนใจไปที่เรื่องราวรอบตัว ทั้งใกล้ตัวและไกลตัว จนอาจลืมดูแลตัวเอง

การป่วยของ “สกล สนธิรัตน” หรือ "เอ๋" ช่างภาพเครือเนชั่น ซึ่งมีอาการความดันสูงระหว่างปฏิบัติงานที่รัฐสภา ช่วงบ่ายวันที่ 10 มกราคม 2556 โดยมีอาการเส้นเลือดในสมองแตกบริเวณก้านสมองในเวลาต่อมา ได้รับความห่วงใยจากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ สื่อมวลชนด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนร่วมงานผู้ใกล้ชิด และคนในแวดวงนักกิจกรรมเคลื่อนไหวทางสังคม

เพื่อนๆ หลายคนบอกตรงกันว่า "พี่เอ๋" ไม่ใช่ช่างภาพธรรมดา แต่มีผลงานและการปฏิบัติ ที่เห็นได้ชัดถึงความกระตือรือร้นและแรงผลักดันภายในอันมีเป้าหมายมากกว่างาน "ช่างภาพ" หากย้อนกลับไปสมัยอุดมศึกษาของช่างภาพผู้นี้ เขาเป็นนักกิจกรรมตัวยง อยู่ในขบวนนักศึกษา "ยุคพฤษภามทิฬ" หลังจากนั้น ทำงานด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

แม้แต่ "ประธานชมรมช่างภาพการเมือง" คนปัจจุบัน ยังบอกว่า รู้จัก "เอ๋" ตั้งแต่ตอนเป็นเอ็นจีโอ ถ่ายรูปและประสานงานประชาสัมพันธ์ขององค์กรเคลื่อนไหวอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มักเจอกันตอน "ม็อบปากมูน" ต่อมาเขาเป็นช่างภาพ "ไทยโพสต์" "สยามรัฐ" "ผู้จัดการ" "เนชั่น" จึงไม่แปลกที่มีเพื่อนเยอะ และยังทำกิจกรรมเพื่อสังคมจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะ เหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 เขาได้รวมสิ่งของไปช่วยผู้ประสบภัย ร่วมกับชมรมช่างภาพและศิลปิน      

"มติชนออนไลน์" สัมภาษณ์ “ฉลาด จันทร์เดช” หรือ “น้าหลาด” ประธานชมรมช่างภาพการเมือง ซึ่งดำรงตำแหน่งนี้เป็น ปีที่ 4 หลังมีวาระสมัยละ2 ปี แต่น้องๆ ได้เลือกเข้ามาบวกรวมเป็น 4 ปี โดยชมรมช่างภาพการเมือง เป็นองค์กร ช่วยเหลือสังคมและดูแลกันในส่วนช่างภาพ จัดกิจกรรม นำเงินส่วนหนึ่งช่วยเป็นทุนการศึกษาเป็นสวัสดิการในกลุ่ม นอกจากนั้นมีกิจกรรม อาทิ การจัดหาอุปกรณ์สำหรับโรงเรียนทุรกันดารเพื่อเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อสังคม

ประธานชมรมช่างภาพผู้นี้ เป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์นับตั้งแต่ "สกล" ขอความช่วยเหลือหลังมีอาการป่วย และเป็นคนสำคัญในการเผ้าดูอาการและให้กำลังใจญาติและผู้ป่วยตลอดเวลา โดยยอมรับว่า ล่าสุดอาการของผู้ป่วย ยังต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเล่าลำดับการรักษาว่า

นับแต่เกิดเหตุช่วงบ่ายวันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม  ในคืนเดียวกันนั้น มีการผ่าตัด บริเวณเหนือท้ายทอย เพื่อหยุดเลือดบริเวณก้านสมอง โดยเข้าผ่าตัดตั้งแต่เวลา 20.30 น. ถึง 02.00น. ของอีกวัน รวมเวลาประมาณ 5 ชั่วโมง จากเดิมที่มีการคาดการณ์ว่าจะใช้เวลา 3 ชั่วโมง แต่เนื่องจากเลือดออกมาก

ต่อมาวันศุกร์ที่ 11 มกราคม เข้าสู่ช่วงเที่ยง ปรากฎว่า สมองยังบวมอยู่ จึงมีการตัดเจาะใส่สายยางขนาดเล็ก เพื่อดูดน้ำออกจากช่องสมอง ป้องกันความดันจากน้ำที่อาจส่งผลให้สมองบวม ใช้เวลา 1 ชั่วโมงในช่วงบ่าย

สำหรับอาการในวันอาทิตย์ มีไข้ลดลง ตอนแรกญาติคิดว่า นี่คืออาการที่ดีขึ้น แต่ได้รับการเปิดเผยจากแพทย์ว่า  คนไข้ไม่ตอบสนองทางม่านตา ถือว่า ต้องดูอาการ อยู่ในขั้นวิกฤต

อย่างไรก็ตาม วันจันทร์ ที่  14 มกราคม ผู้ป่วยสามารถควบคุมความดันโลหิตสูงได้ดีขึ้น ยังมีภาวะความดันในโพรงกะโหลกศรีษะสูง ยังมีไข้สูงเป็นระยะ ร่างกายข้างใน ตอบรับอาหารทางสายยางได้ ผู้ป่วยยังไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้น ยังต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

ประธานชมรมช่างภาพ เล่าย้อนไปถึงวันเกิดเหตุก่อนถึงห้องผ่าตัดว่า "สกล" มาทำงานตามปกติ และยังถ่ายภาพงานแถลงข่าวของประธานรัฐสภาในการเตรียมงานวันเด็ก ก่อนที่เขาจะมีอาการปวดหัว ในระหว่างจะส่งภาพเข้าสำนักพิมพ์ และได้ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ ให้พาไปห้องพยาบาลและมีคำขอให้ช่วยไปส่งโรงพยาบาล


“วันที่ 10 มกราคม เวลา 13.00 น. มีการแถลงข่าวของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เกี่ยวกับการจัดงานวันเด็ก ผมกับคุณสกล ก็ ร่วมถ่ายภาพแถลงข่าว หลังจากที่ถ่ายงานเสร็จแล้ว ก็จะเอาการ์ด เข้ามาเพื่อส่งสำนักพิมพ์ เอ๋ ก็นั่งเอาการ์ด เข้าคอมพิวเตอร์ เพื่อส่งภาพเข้าสำนักพิมพ์ ในระหว่างนั้นเกิดมีอาการปวดหัว แล้วก็บอกว่า

“พี่ ผมไม่ค่อยไหว พาผมไปห้องพยาบาล” พวกเราก็มาช่วยพยุงไป เอ๋บอกว่า ไม่ไหว ให้ไปตามพยาบาลมาดูอาการ ระหว่างนั้น ก็มีพยาบาล พร้อมกับคุณหมอด้วย ก็มาวัดความดัน ถามประวัติคนไข้ ว่ามีประวัติอย่างไร ซึ่งเอ๋ มีประวัติ เรื่องความดันอยู่แล้ว

ระหว่างซักประวัติ เอ๋ก็ขอนอน คุณหมอก็ซักประวัติ จนเวลาล่วงไปประมาณ 15 นาที พวกเราก็ขอให้นำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้เคียง เพราะว่าคนไข้ชักอาการไม่ดี ระหว่างนั้น ก็พูดกันถึง จรรยาบรรณแพทย์ ทำไมคุณจะต้องปล่อยให้ คนไข้นอนอยู่อย่างนี้ อาการไม่ดีแล้ว ทำไมไม่นำส่งโรงพยาบาล ก็ได้คำตอบจากแพทย์ว่า

“ไม่สามารถนำส่งคนไข้ได้ เนื่องจาก ถ้าเอารถออกไปแล้ว ผู้ใหญ่จะตำหนิ แต่ตอนนี้ ผมได้ประสานรถข้างนอกแล้ว ที่จะมารับเอ๋ ไปส่ง โรงพยาบาล” 

รอประมาณ อีก 15 นาที ก็มีรถศูนย์นเรนทร โรงพยาบาลพระมงกุฎ เข้ามารับไป พอผมรู้ว่า จะมาส่ง โรงพยาบาลกลาง  ผมก็เลยประสานกับ นายแพทย์สามารถ ตันอริยกุล ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ให้เตรียมชุดหมอ ที่จะดูอาการคุณเอ๋  พอคุณเอ๋เข้ามาถึง วันนั้น ก็ได้เข้าสแกนสมอง แล้วก็ให้ยาระงับเลือดออกในสมอง หลังจากนั้น ก็ส่งขึ้นมาที่ชั้น 8 เพื่อดูอาการ ในระหว่างนั้น ก็มีที่ปรึกษาของท่านประธานรัฐสภา เดินทางมาดูอาการอย่างใกล้ชิด

ช่วงเวลา 16.00 น. เอ๋ ก็เริ่มมีอาการ หายใจไม่ออก ญาติก็มาบอกแพทย์ แพทย์ ก็มาปั๊มหัวใจกัน เอ๋ ก็หมดความรู้สึกมาตั้งแต่วันนั้น แล้วเราก็มาดูผลการสแกนทางสมอง ก็พบเท่ากับจุดเม็ดถั่วเขียว ก็ได้สอบถามนายแพทย์ที่ทำการรักษา จึงทราบว่า เอ๋ มีเลือดออก ตรงก้านสมอง ซึ่ง มีผลจะเป็นอันตรายมาก หลังจากปั๊มหัวใจไปแล้ว ก็ส่งเอ๋ เข้าห้อง ไอซียู แล้วเริ่มมีความดันสูง ประมาณหนึ่งทุ่ม คุณหมอก็ขอสแกนเป็นครั้งที่ 2 ก็พบก้อนเลือดจากที่เท่ากับเม็ดถ่วเขียว ใหญ่ประมาณ เท่ากับ 2 เหรียญบาท จึงได้ประชุมญาติ จะขอทำการผ่าตัด ต่อมาประมาณ 20.30 น. ก็นำเอ๋เข้าห้องผ่าตัด”

ประธานชมรมช่างภาพ เล่าถึง  นาทีที่ถูกปฏิเสธจากแพทย์ซึ่งอ้างเหตุผลในการไม่นำผู้ป่วย ส่งโรงพยาบาล ทันที เพราะกลัวผู้ใหญ่ตำหนิ หากนำรถพยาบาลที่เตรียมสำหรับ ส.ส. สว. ออกไป  โดยมองว่า เหตุผลเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น

“พวกเราก็สบถ ด้วยความโมโห ฟิวส์ขาด คุณไม่มีจรรยาบรรณเหรอ คุณเป็นแพทย์มาได้ยังไง ในเมื่อคุณจะเห็นคนตายต่อหน้า คุณยังจะบอกว่า ไม่สามารถเอาคนเจ็บส่งโรงพยาบาลได้ใช่ไหม คุณจะปล่อยให้เขาตายต่อหน้า เหรอ  แล้วผม ก็บอกว่า

คุณบอกมาซิว่า ผู้ใหญ่คนไหน ที่เขาบอกว่า ถ้าเอารถออกไปแล้ว เขาจะตำหนิพวกคุณ คุณจะให้คนตายต่อหน้าเหรอ

เขาพูดออกมาว่า ผมกลัวผู้ใหญ่จะตำหนิ เมื่อเอารถไปส่งคนไข้ แต่ว่า ผมได้ประสานรถข้างนอกแล้ว เดี๋ยวใช้ระยะเวลาอีกหน่อย เดี๋ยวก็มาถึง ขอให้ใจเย็นๆ


ผมบอกว่า ใจเย็นๆ ไม่ได้ ในเมื่อคนไข้ อาการไม่ดีขึ้น ไม่สามารถตอบโต้กันได้แล้ว เราก็โมโห ก็สบถคำหยาบๆ ว่ากันไป
ผมยังถามว่า ผู้ใหญ่ คนไหนที่ตำหนิ คนไข้จะตายต่อหน้าหมอ หมอยังจะปล่อยให้เขาตายเหรอ”

ประธานชมรมช่างภาพ เตือนสื่อมวลชนภาคสนาม ดูแลสุขภาพ เนื่องจากสภาพงานอาจทำให้ วิถีชีวิต การกินอยู่ไม่สามารถกำหนดเวลาที่แน่นอนได้ ต้องดูแลตัวเองและควรตรวจสุขภาพ

“อาการพวกนี้ ก็เกิดขึ้นได้ ตลอดเวลา  บางครั้ง เรากินนอน ไม่เป็นเวลา แล้วแต่หมายงานที่เขามอบหมายให้ บางทีหมายเช้าหมายบ่ายหมายค่ำหมายกลางคืน มันอยู่ที่ สภาพตัวเราด้วย เราพร้อมกับการทำงานหรือไม่ ก็ควรตรวจสุขภาพร่างกายด้วยอย่าปล่อย ถ้ามีโรคประจำตัวก็ไปหาหมอซะ อย่าให้เกิดเหตุการณ์อย่างน้องเอ๋ อีกเลย อันนี้เราก็ขอเตือนไว้”


สำหรับงานเสี่ยงอันตราย จากเหตุการณ์ทางการเมือง ที่เคยร่วมงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับ “สกล” ในฐานะการทำงานเป็น “ทีม”  ประธานชมรมช่างภาพ เล่าว่า ผ่านเหตุการณ์งานบันทึกภาพชุมนุมหลายเหตุการณ์ แต่ที่มีความเสี่ยงมาก คือ ในช่วงพฤษภาคม ปี 2553 ซึ่งต้องระมัดระวังอันตรายจากอาวุธต่างๆ


“ถ้ามีงาน เกี่ยวกับเหตุการณ์ชุมนุม  ผมกับเอ๋ ก็จะได้ร่วมงานเคียงบ่าเคียงไหล่ แบ่งกันทำงานว่าใครจะเข้าไปตรงไหน เพราะบางที เราคนเดียว จะไปทุกมุมก็ไม่ไหว ก็แยกกันทำงาน จากที่เคยทำงานมาร่วมกัน หลายเหตุการณ์ ผมคิดว่า เอ๋ เป็นคนมีน้ำใจ ไม่เอาเปรียบเพื่อนฝูงช่วยกันทำงาน 


เหตุการณ์สำคัญ ที่ผ่านมา คือ 19 พฤษภา 2553 และ ก่อน 19 พฤษภา 53 ในเหตุการณ์ กระชับพื้นที่ เอ๋กับผม ก็ลุยถ่ายภาพที่บ่อนไก่ ประตูน้ำ คือ เสี่ยงชีวิตมาด้วยกัน ทำอะไรก็ปรึกษากัน แบ่งงานกันทำว่าสมควรจะเสี่ยงหรือไม่เสี่ยง บางครั้งเหตุการณ์ก็เสี่ยง เราก็ใช้เลนส์ เทเล ที่พอจะช่วยชีวิตเราได้ อยู่ไกลๆ แต่สามารถซูมได้ ไม่งั้น จะเหมือนช่างภาพ ในเครือเนชั่น และเครือมติชนก็โดนบาดเจ็บ ฉะนั้น การทำงานแบบนี้ ต้องมีการวางแผนและแบ่งงานกันทำ ไม่ใช่ บุปปับเข้าไป อาจบาดเจ็บได้ เราต้องทำงานเป็นทีมจะดีกว่า”

สำหรับประเด็น ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์แสดงความไม่เห็นด้วย ต่อความเห็นของพิธีกร "Wake Up Thailand" ทางสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี เมื่อวันที่  11 มกราคม  ต่อมามีแถลงการณ์จาก “ชมรมช่างภาพการเมือง” เมื่อวันที่ 12 มกราคม  ให้พิธีกรขอโทษ โดยเมื่อวันที่ 14 มกราคม ได้มีการขอโทษ จากพิธีกรในรายการดังกล่าว ประธานชมรมช่างภาพ บอกว่า พอใจต่อคำขอโทษ และได้พูดคุยกับหนึ่งในพิธีกร  "Wake Up Thailand" ซึ่งเดินทางมาเยี่ยม “สกล” ด้วยตนเองในวันที่ 14 มกราคม

“หลังจากเขาขอโทษแล้ว เราก็พอใจ... หัวอกสื่อด้วยกัน ... คำว่า ดราม่า มันเหมือนการแสดงละคร  ขณะที่ใจเราไม่ได้คิดแบบนั้น  ใจเราอยากจะส่งน้องให้ถึงมือหมอให้เร็วที่สุด ยิ่งมารู้ว่ากลุ่มนี้ เป็นเพื่อนเอ๋ด้วย.. แต่เมื่อเขาขออภัย ผมในฐานะประธานชมรม ก็ไม่คิดมาก

ผมก็ขอโทษด้วยที่ใช้คำรุนแรงในแถลงการณ์  เมื่อทุกคนเข้าใจกันก็โอเค เราคือเพื่อนสื่อด้วยกัน

เจอ คุณศิโรตม์ (คล้ามไพบูลย์)  มาเยี่ยมด้วยตัวเอง มีการพูดคุยขอโทษขอโพยกัน เป็นความผิดพลาดในการสื่อความหมายกัน ก็ปรับความเข้าใจกัน”

ในวันเดียวกันนี้ (14 ม.ค. 2556)  “สิริวัฒน์  ไกรสินธุ์”  ส.ว.นครศรีธรรมราช ได้มาเยี่ยมอาการป่วยของ “สกล” เช่นเดียวกัน โดยได้เล่าถึงความเป็นเพื่อนตั้งแต่สมัยทำกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหงด้วยกัน ในนาม “พรรคสานแสงทอง” แม้ “สกล” จะไม่ได้มีบทบาทเป็นแกนนำไฮด์ปาร์คบนเวที แต่เขามีส่วนช่วยทุกอย่างแม้กระทั่งเป็นการ์ด หรือหน่วยรักษาความปลอดภัย


“เอ๋กับผม ทำกิจกรรมร่วมกันมา ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหงทั้งในส่วนค่ายบำเพ็ญประโยชน์ หรือ กิจกรรมเคลื่อนไหว  เพื่อต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ  สิทธิมนุษยชน เพราะว่า อยู่ พรรคเดียวกัน เป็นพรรคนักศึกษา ชื่อ พรรคสานแสงทอง

เอ๋ เขาเป็นคน ที่เพื่อนๆ รักทุกคน ด้วยความที่เอ๋ เขาเป็นคนที่มีอัธยาศัยไมตรีที่ดีมาก


ผมคิดว่าทั้ง ความคิด ทั้งวาจา และการกระทำ เอ๋ เป็นคนที่ เพื่อนๆ ไม่พบว่า เขาจะใช้สิ่งเหล่านี้ เบียดเบียนใคร ไม่ว่าจะมีความคิดเห็นเหมือนกันหรือคิดเห็นต่างกัน เอ๋ เขาไม่เคยเบียดเบียนใคร เขามีแต่ช่วยเหลือเพื่อนๆ รวมกระทั่งเพื่อนที่อาจจะ เห็นต่างจากเอ๋ หรือไม่ก็ตามนะ เอ๋ เป็นคนที่มีเมตตาธรรมที่สูงมากในความเห็นผมนะ เท่าที่ได้เห็นเอ๋มา ตั้งแต่ อยู่รามคำแหง

ในวันที่ ต่อสู้กับเผด็จการทหาร รสช. เอ๋ ก็ เป็นคนหนึ่ง นะครับ ถึงแม้ว่าเขาอาจจะไม่ได้เป็นแกนนำสำคัญที่อยู่บนเวที แต่ว่า เอ๋ เป็นคนสำคัญในการช่วยทุกอย่าง แม้แต่กระทั่ง เป็นการ์ด หรือ หน่วยรักษาความปลอดภัย เอ๋ ก็ไม่เกี่ยงด้วยความเป็นเอ๋

ดังนั้น ผมกับเอ๋ จึงต่อสู้ หรือ ร่วมทุกข์ ร่วมสุขกันมานานมาก นับจาก 2533 ตอนนั้น ผมเป็นนายกองค์การนักศึกษารามคำแหง  ปัจจุบันเอ๋เป็นช่างภาพอยู่ที่สภา ผมก็ทำงานที่สภา ก็เจอกัน เป็นเพื่อนกันตลอด เจอกันก็ทักทายกัน

สำหรับอาการป่วยของ “สกล” สว.สิริวัฒน์ บอกว่า ต้องฝากไว้ที่หมอเป็นหลัก ส่วนตัวและเพื่อนๆ ได้ช่วยกันอธิษฐานจิต ขอให้เพื่อนหายป่วย

“ตอนที่เอ๋ป่วย ผมไม่ทราบเท่าไหร่ แต่ว่าเขาเป็นคนทำงานหนัก วันเกิดเหตุผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ฉะนั้น ผมจึงคิดว่า เป็นเรื่องที่ ขอให้หมอ ได้ดูแล ถึงที่สุด อย่างเต็มที่ เพราะ มาถึงขนาดนี้แล้ว ต้องฝากไว้ที่หมอเป็นหลัก

ในส่วน พวกเรา ผมกับเพื่อนๆ ก็ได้แต่ชวนกันอธิฐานจิต ผมชวนเพื่อนเพราะผมเชื่อเรื่องของกรรมที่แปลว่า การกระทำ มีการกระทำและผลของการกระทำ ผมคิดว่า เมื่อเราได้กระทำดีที่เป็นทางกุศล มันจะส่งผล ภาษาพุทธ เขาเรียกว่า มีวิบาก แล้วเราก็เอาผลทางกุศลนี้อธิษฐานให้เอ๋ ขอให้ทางหนึ่งทางใด ช่วยให้เอ๋ ได้หายจากการป่วยครั้งนี้"


สำหรับปัญหาข้อสงสัยต่อกรณีรถพบาบาลที่รัฐสภา ไม่ตัดสินใจมาส่งในทันทีนั้นจะมีการผลักดันให้ปฏิบัติ อย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ สว. ผู้นี้ กล่าวว่า ต้องทำข้อเท็จจริงให้ปรากฎเพื่อให้มีการพัฒนาระบบต่อไป

“เรื่องนี้ ผมยังไม่ค่อยอยากพูด ในวันที่เอ๋ยังป่วย แต่ถึงที่สุด อะไร ที่เป็นข้อบกพร่อง ก็ต้องไปสะสางกัน หลังจากนี้ ผมเป็นคนหนึ่งที่จะยินดีในการทำให้ความจริงปรากฎ และระบบถูกแก้ไข ถ้าสมมุติเป็นความบกพร่อง

ซึ่งขณะนี้ ยังไม่อยากไปกล่าวโทษ หรือเบียดเบียนใครนะ เพราะว่า อยู่ในช่วง ที่ส่วนตัวกำลังอธิษฐานจิตให้เอ๋  ยังไม่อยากไปเบียดเบียนใคร เพราะโดยข้อเท็จจริง ยังไม่ทราบทั้งหมด แต่ถึงที่สุดแล้ว การทำให้ข้อเท็จจริงได้ปรากฎ เพื่อยังผลให้เกิดการพัฒนา ระบบอะไรต่างๆ ของเราตรงนี้ ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำต่อไป”


ที่มาของข่าว

No comments:

Post a Comment